สก๊อตแลนด์ เปิดบ้านเสมออิสราเอล 1-1 ที่สนามแฮมป์เด้น ปาร์ค

สก๊อตแลนด์ 3
สก๊อตแลนด์ 1

สก๊อตแลนด์ ไรอัน คริสตี้ยิงประตูให้ทัพตาร์ตันขึ้นนำก่อนเมื่อท้ายครึ่งแรกจากจุดโทษแต่ว่าเอราน ซาฮาวี่มายิงประตูตีเสมอให้ทีมเยือนในอีก 17 นาทีต่อมา ทำให้สองทีมแบ่งแต้มกันไปในการแข่งขันฟุตบอลเนชั่นส์ลีก

สก๊อตแลนด์ ที่คุมทีมโดยสตีฟ คล้าร์กไม่ได้ลงสนามในเกมระดับชาติตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา นั่นเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของเขาในการรักษาโมเมนตัมของทีม และทีมสก๊อตก่อนหน้านี้ชนะมาแล้วสามเกมรวดก่อนที่จะพักเบรกไปยาวๆ

เกมนี้มีการประเดิมลงสนามของลินดอน ไดค์ที่เล่นได้ดีที่ลิฟวิงสตัน และมาซีซั่นนี้เขาได้ย้ายเล่นที่อังกฤษกับทีมควีนสปาร์ค เรนเจอร์สแล้ว และทีมยังมีมิดฟิลด์ของแมนยู สก๊อต แม็คโทมิเนย์อยู่ที่เซ็นเตอร์แบ๊กด้านขวา , คีแรน เทียร์นี่ย์ที่ปรับบทบาทมาเล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟสามคน

สก๊อตแลนด์ 2

 เกมนี้เปิดตัวกันค่อนข้างเงียบ อิสราเอลมีโอกาสบุกมากกว่าเล็กน้อย แต่ว่าเป็นเพียงการเล่นลูกเตะมุม 2-3 ครั้งเท่านั้น ทีมชาติสก๊อตแลนด์ไม่ได้สร้างสรรค์โอกาสยิงประตูมากเท่าไหร่ โอกาสครั้งแรกต้องรอถึงนาที 25

โอกาสใหญ่ของทีมเยือนมาถึงก่อนครึ่งแรก ดาวิด มาร์แชลล์ทำได้ดีเมื่อปฏิเสธลูกยิงของมูนัส ดับบูร์ในเขตโทษ และต่อมาทีมเจ้าบ้านพยายามบุกตะลุยไปข้างหน้าก่อนที่จะมาได้ลูกโทษ จอห์น แม็คกินน์ถูกทำฟาวล์ในเขตโทษโดยอิตัน ติบี้และไดค์สังหารลูกโทษเข้าไป

คริสตี้ก้าวเข้ามาซัดบอลเหินไปที่ด้านบนของตาข่าย เป็นการปลดล็อคเกมได้เป็นอย่างดี ก่อนที่จะจบครึ่งด้วยสก๊อตแลนด์นำอิสราเอล 1-0 เกมนี้ดูเหมือนว่าทีมเจ้าบ้านเล่นลูกกลางอากาศได้ดีกว่า

อิสราเอลเจองานยากในครึ่งแรก แต่ว่าครึ่งหลังเมื่อมีโอกาสเพียงครั้งเดียว พวกเขาก็ทำได้ โดยเมื่อเปิดเกมครึ่งหลังมา 15 นาทีทีมเยือน อิสราเอลเป็นฝ่ายครองบอลได้เหนือกว่า

สก๊อตแลนด์ 3

นาที 73 เป็นอิสราเอลมาได้ประตูตีเสมอจาก เอเลียเซอร์ ดาซ่าที่พาบอลไปข้างหน้าและยิงบอลไปแต่ถูกปัดออกมา เป็นซาฮาวี่ที่ตามมาด้านหลังซัดบอลเข้าประตูผ่านเดวิด มาร์แชลล์ผู้รักษาประตูสก๊อตแลนด์เข้าประตูไป

เกมนี้สก๊อตแลนด์หันมาใช้กองหลังสามคน ประกอบด้วยสก๊อต แม็คเคนน่า,สก๊อต แม็คโทมิเนย์และคีแรน เทียร์นี่ย์ สลับกับนักเตะของอเบอร์ดีน

ไดค์ได้ประเดิมสนามเกมทีมชาติเกมแรก นักเตะใหม่ของควีนสปาร์ค เรนเจอร์สสร้างความประทับใจเมื่อเป็นตัวป่วนกองหลังอิสราเอลได้มากจริงๆ

อิสราเอลยังเป็นทีมที่เคี่ยวเหมือนเดิม พวกเขามีโอกาสเพียงแค่ 3 ครั้งแต่ยิงตรงกรอบ 3 ครั้งเป็น 1 ประตูนั้นก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ธรรมดา

ฝากติดตามเว็บได้ที่ วงการฟุตบอล และบทความเกี่ยวกับฟุตบอล

ข่าวฟุตบอลอื่นๆ ใครดีใครได้! 2 ทีมดังแดนผู้ดีตบตีแย่งลายเซ็น “ซิลเลสเซน” เฝ้าเสา